ยางรถยนต์ เป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่มีอายุการใช้งานที่จำกัด และจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนใหม่อยู่เสมอ และแน่นอนว่าการเปลี่ยนยางรถยนต์แต่ละครั้ง ทั้ง 4 ล้อนั้น คงต้องกังวลเรื่องราคากันเลยทีเดียว จึงจำเป็นต้องเลือกยางที่ดี มีคุณภาพ และคุ้มค่าต่อการใช้งานให้มากที่สุด

ดังนั้น ก่อนที่ผู้ใช้รถจะตัดสินใจเปลี่ยนยางรถยนต์หรือซื้อยางใหม่ ควรต้องทราบก่อนว่าลักษณะการใช้งานในชีวิตประจำวันเป็นอย่างไร เพื่อที่จะสามารถเลือกยางรถยนต์ให้เหมาะสมกับรถของคุณ เพราะการเลือกยางรถยนต์ที่เหมาะสมจะช่วยประหยัดน้ำมัน เพิ่มความปลอดภัย และตอบสนองการขับขี่ได้ดี

แม้หน้าที่หลักของยางรถยนต์จะซับแรงสะเทือน รับน้ำหนัก และช่วยให้รถยึดเกาะถนน แต่ยางรถยนต์นั้น ถูกผลิตออกมาหลายแบบหลายประเภทสำหรับการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น ใช้น้อย ระยะทางสั้นๆ ขับไม่เร็ว อาจไม่จำเป็นต้องใช้ยางรุ่นท็อป ราคาสูงเสมอไป สามารถเลือกยางประหยัดน้ำมัน หรือยางที่ราคาไม่แพงมากได้ เพราะใช้คุณสมบัติได้ไม่คุ้มค่า ซึ่งการที่จะเลือกว่า ยางรถยนต์ ยี่ห้อไหนดี ที่เหมาะกับรถของคุณ เยลโล่เซอร์วิสจะพาไปดูก่อนว่า ยางรถยนต์มีกี่แบบ และปัจจุบันนี้มียี่ห้อไหนบ้าง รวมถึงวิธียืดอายุการใช้งานของยางรถยนต์

ตัวเลขบนยางรถยนต์

ยางรถยนต์มีกี่แบบ ? หากจะแบ่งประเภทของยางรถยนต์ตามสไตล์การขับขี่ หรือการใช้งานจะแบ่งออกเป็น 5 ประเภท โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. ยางนุ่มเงียบ
ยางรถยนต์ที่มีความโดดเด่นในเรื่องรองรับการกระแทกได้ดี ให้ความนุ่ม เงียบตลอดการเดินทาง ตัวยางมีผิวสัมผัสที่กระจายแรงกดแบบสม่ำเสมอ มีการเสริมเนื้อยางพิเศษบริเวณแก้มยางช่วยในการลดแรงสั่นสะเทือน ไม่เหมาะกับการใช้ความเร็วสูงมากนัก

2. ยางประหยัดน้ำมัน
ยางรถยนต์ที่มีส่วนผสมของ Silica Filter ให้คุณสมบัติในการทนความร้อนได้ดีกว่าเมื่อเกิดแรงเสียดทานในขณะขับขี่ เนื้อยางไม่เหนียวเกาะถนนมากเกินไป ทำให้เครื่องยนต์ไม่สูญเสียกำลังขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นกว่าเดิม

3. ยางสปอร์ต
ยางรถยนต์ที่มีคุณสมบัติการยึดเกาะที่ดีกว่ายางชนิดอื่น ๆ เสริมด้วยลวดลายดอกยางที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละยี่ห้อ ให้การควบคุมและการตอบสนองกับพวงมาลัยที่แม่นยำ เหมาะสำหรับการขับด้วยความเร็วและพื้นถนนที่เรียบ อาจจะรองรับแรงกระแทกได้ไม่มากเท่าไหร่เมื่อขับบนสภาพถนนที่มีพื้นผิวขรุขระ

4. ยางออฟโรด
ยางที่มีความสมบุกสมบัน มีความแข็งแกร่ง เหมาะกับการขับในทุกสภาพพื้นผิวไม่ว่าจะเป็นดินโคลน พื้นทราย ลุยน้ำ ฝนตก แดดออก ทางลาดชัน พื้นผิวขรุขระ มีแรงเกาะถนนเป็นเยี่ยมตอบสนองกับพวงมาลัยได้ดี

5. ยาง RunFlat
อีกหนึ่งเทคโนโลยียางรถยนต์ที่แม้ตัวยางจะเกิดอุบัติเหตุ หรือเกิดปัญหาแต่รถจะยังสามารถขับได้อยู่ เช่น รั่ว หรือ ซึม หากตัวยางอยู่ในสภาวะปกตินั้นประสิทธิภาพการขับถือว่าดีเยี่ยมทั้งถนนเปียกและถนนแห้ง จัดว่าอยู่ในระดับ Top ของยางรถยนต์ แต่ก็มีราคาที่สูงมากเช่นกัน

 

 

เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนยางรถยนต์ ?

ข้อนี้สำคัญมากครับ เป็นเรื่องที่หลายคนมักจะมองข้ามจนเกิดเหตุยางระเบิด ยางลื่นไถล รถไม่เกาะถนน ยางรั่วซึมบ่อย เรามีวิธีสังเกตง่าย ๆ ว่าเมื่อไหร่ควรเปลี่ยนยางรถยนต์

1. สภาพดอกยาง ถ้าดอกหายไปหมด ก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้วล่ะครับ เพราะมันจะส่งผลให้รถไม่เกาะถนน ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้
2. แก้มยางแตกหรือแยกส่วน อันตรายมากครับ เพราะมันส่งผลให้ยางระเบิดได้เลย
3. ยางบวม ลักษณะของยางบวม คือ มีบางจุดบวมขึ้นมาคล้ายคนหัวโน ซึ่งเกิดจากแรงกระแทกอย่างรุนแรง
4. ตำแหน่งรั่วของยาง ถ้าคุณปะยางบ่อยครั้ง แนะนำให้เปลี่ยนยางรถยนต์จะดีกว่า
5. อายุยาง อันนี้เรื่องที่ไม่ควรมองข้าม แนะนำว่า ให้เปลี่ยนยางทุก ๆ 5 ปี แม้คุณจะใช้รถน้อย ยางรถยนต์ยังดูใหม่มาก แต่เนื้อยางจะเสื่อมสภาพจนแข็ง ซึ่งเป็นอันตรายต่อการเกาะถนนและการเบรค

นอกจากการเลือกประเภทยางและยี่ห้อยางให้เหมาะสมกับความต้องการแล้ว การซื้อยางรถควรพิจารณาถึงปีที่ผลิตซึ่งจะระบุไว้ที่แก้มยาง และไม่ควรเลือกยางที่ผลิตนานมากเกินไป เพราะถึงยางจะไม่ถูกใช้งานแต่เนื้อยางจะเสื่อมสภาพตามเวลา

หากได้ยางปีเก่ามาใช้จะทำให้อายุยางเสื่อมเร็วกว่ายางปีใหม่ทำให้ต้องเปลี่ยนยางเร็วขึ้น และที่สำคัญไม่ว่ายางรถยนต์จะมีประสิทธิภาพสูงแค่ไหน ก็ต้องหมั่นตรวจเช็คยางอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ของคุณ

โปรยาง

เยลโล่เซอร์วิส

รับประกันยาง 5 ปี! ตลอดอายุการใช้งาน บาด บวม แตก ตำ

ปะยาง ฟรี! ถ่วงล้อ ฟรี! ตั้งศูนย์ ฟรี! สลับยาง ฟรี!

 

เปลี่ยน แม็ก/ยาง ที่ เยลโล่เซอร์วิส

รู้เรื่องรถ

Visitors: 32,817