ฟรัชชิ่งเกียร์ หรือฟรัชเกียร์ โดยปกติผู้ใช้รถหลายๆท่าน ก็คงทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ก็เชื่อว่ายังคงมีอีกหลายท่านเช่นกันที่ยังไม่รู้จัก หรือไม่เข้าใจถึงความจำเป็นและประโยชน์จริงๆของการ ฟรัชชิ่งเกียร์

เพราะเกียร์อัตโนมัติมีการทำงานที่ค่อนข้างจะซับซ้อน ดังนั้นน้ำมันเกียร์จึงมีความสำคัญมาก เพื่อให้การทำงานของเกียร์เป็นไปโดยปกติและมีอายุการใช้งานที่ทนทาน ควรดูแลและไม่ละเลยเรื่องการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ ด้วยวิธีการฟรัชชิ่งเกียร์ ฉะนั้น วันนี้เยลโล่เซอร์วิสของเราจะมาให้คำตอบว่า ฟรัชชิ่งเกียร์คืออะไร จำเป็นไหม ประโยชน์ของการฟรัชชิ่งเกียร์มีอะไรบ้าง ไปดูกันครับ

การฟรัชชิ่งเกียร์ คือ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์โดยใช้เครื่องที่เรียกว่า Flushing Machine ดูดน้ำมันเกียร์เก่าออกจากระบบและเติมน้ำมันเกียร์ใหม่เข้าไป วิธีการนี้จะดีกว่าวิธีการเปลี่ยนถ่ายจากน็อตถ่ายหรือก้นอ่าง ตรงที่สามารถถ่ายน้ำมันเกียร์เก่าออกจากระบบได้เกือบ 100% ในขณะที่การเปลี่ยนถ่ายจากน็อตถ่ายจะยังคงมีน้ำมันเกียร์เก่าค้างอยู่ในระบบในส่วนของทอล์คคอนเวอร์เตอร์หรือวาล์วบอดี้ราวๆ 50% เท่ากับว่าน้ำมันเกียร์ใหม่ที่ถูกเติมเข้าไปจะต้องไปผสมกับน้ำมันเกียร์เก่าส่งผลให้คุณภาพของน้ำมันเกียร์ใหม่ลดลง ไม่ได้ประสิทธิภาพเต็มที่ แต่การฟรัชชิ่งเกียร์ ก็จะต้องใช้ปริมาณน้ำมันเกียร์มากกว่า เพราะเมื่อน้ำมันเกียร์เก่าถูกถ่ายออกจากระบบจนหมด ก็จำเป็นต้องเติมน้ำมันเกียร์ใหม่เข้าไปให้ได้ปริมาณที่กำหนด

รถเร่งไม่ขึ้น กระตุก กระชาก ออกตัวช้า เกียร์วืด เกียร์พัง เกียร์หอน ปรึกษาได้ที่เรา

เยลโล่เซอร์วิส

 

ฟรัชชิ่งเกียร์ จำเป็นไหม ?

ความจริงแล้วการฟรัชชิ่งเกียร์อาจไม่จำเป็นมากขนาดนั้น หากเราหมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ตามระยะเวลาที่กำหนด ตรวจเช็คสภาพน้ำมันเกียร์อยู่เสมอว่ามีลักษณะผิดปกติหรือไม่ จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายแล้วหรือยัง อาจจะทำครั้งเว้นครั้งสลับการเปลี่ยนถ่ายปกติ เนื่องจากการเปลี่ยนถ่ายด้วยการฟรัชชิ่งเกียร์ จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า แต่ถ้าหากคิดว่าเกียร์สกปรกแล้วอยากให้เกียร์สะอาด ก็ควรเปลี่ยนถ่ายด้วยการฟรัชชิ่งเกียร์ ก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานของเกียร์รถยนต์ได้มากขึ้น

 

 
 
 

ประโยชน์ของการฟรัชชิ่งเกียร์ มีอะไรบ้าง ?

การที่สามารถเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ใหม่ทั้งได้ระบบ ย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมของระบบเกียร์อยู่แล้ว หากเปรียบกับร่างกาย ก็เหมือนได้ถ่ายเลือดใหม่นั่นเองครับ
 
- การฟอกเกียร์เป็นการทำความสะอาดระบบเกียร์แบบเต็มระบบ ช่วยป้องกันการสึกหรอ และช่วยชะล้างสิ่งสกปรกออกไปได้มาก ซึ่งจะได้เกียร์ที่สะอาดมีประสิทธิภาพดีเหมือนใหม่ สามารถใช้งานได้อีกนาน
- สำหรับเกียร์ที่มีปัญหาเรื่องกำลังเร่ง เกียร์กระชาก การฟอกเกียร์ก็มีส่วนช่วยให้เครื่องยนต์มีกำลังเร่งดี เวลาเปลี่ยนเกียร์ไม่กระชาก ลดอาการกระตุก เปลี่ยนเกียร์ได้ไหลลื่น
- ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์กระชับ ฉับไวขึ้น
- ในเกียร์ CVT รอยต่อเกียร์สมูธขึ้น ไม่มีอาการเกียร์หรือเกียร์สลิป (Slip)
- เครื่องยนต์มีกำลัง มีแรงส่ง การเหยียบเร่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ลดการสึกหรอในระบบเกียร์ ยืดอายุการใช้งานของชิ้นส่วนเกียร์
- เมื่อเกียร์ดี ก็ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมากในการขับเคลื่อน จึงเป็นการประหยัดน้ำมันลงกว่าเดิม
 

อาการแบบไหน ควรต้องฟรัชชิ่งเกียร์ ?

- เวลาเปลี่ยนเกียร์รู้สึก สะดุด กระตุก หรือมีการกระชาก เปลี่ยนเกียร์ไม่ราบรื่นเหมือนก่อน
- รอบเครื่องยนต์ขึ้นสูงแต่เหมือนเกียร์ไม่มีแรง วิ่งได้ไม่ดี
- ระยะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ครบรอบอายุการใช้งาน 20,000 กิโลเมตร หรือ 1 ปี
 


วิธีการฟรัชชิ่งเกียร์ ทำอย่างไร?

อย่างแรกเลย การฟรัชชิ่งเกียร์ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ เป็นเครื่องฟอก-ฟลัชเกียร์โดยเฉพาะ ที่สามารถสร้างแรงดันเพื่อทำการผลักดันน้ำมันที่อยู่ในสมองเกียร์ ทอร์คคอนเวอร์เตอร์ และส่วนต่าง ๆ ของระบบเกียร์ออกมาได้
 
ซึ่งตลอดการทำการฟรัชชิ่งน้ำมันเกียร์ในระบบจะไม่ขาดเลย เพราะหากน้ำมันขาด ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของระบบเกียร์ที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนและซับซ้อนจะเกิดการสึกหรออย่างมาก
 
โดยขั้นตอนของการฟรัชชิ่งเกียร์จะแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนใหญ่ ๆ คือ
 
• การฟอกเกียร์ คือ การนำน้ำมันเกียร์เดิมที่มีอยู่ในระบบมาไหลผ่านกรอง เพื่อดักจับสิ่งสกปรก เศษผ้าคลัตช์ เศษโลหะต่าง ๆ เพื่อให้น้ำมันเกียร์มีความสะอาดมากขึ้น
• การฟลัชชิ่งเกียร์ เป็นการใช้น้ำมันเกียร์ใหม่ ไปดันน้ำมันเก่าในระบบออกมาจนหมด
 
ซึ่งทั้ง 2 ขั้นตอนนี้ ช่างจะต้องมีการติดเครื่องยนต์และค่อย ๆ เปลี่ยนเกียร์ไปจนครบทุกเกียร์ เพื่อให้น้ำมันไปพาสิ่งสกปรกที่ตกค้างในทุกส่วนออกมา และให้น้ำมันใหม่เข้าไปแทนที่นั่นเองครับ
 
การฟลัชชิ่งเกียร์เป็นการบำรุงรักษาไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่มีความเข้าใจกันว่าการปลัชชิ่งเกียร์ช่วยแก้ปัญหาเกียร์กระตุกหรือมีการทำงานที่ไม่ราบรื่นได้ ที่พบว่าหลังการฟลัชชิ่งแล้วเกียร์มีการทำงานที่ดีขึ้น ราบรื่นหรือว่าสมูทขึ้นนั่นเป็นเพราะการฟรัชชิ่งเกียร์ ช่วยนำคราบสิ่งสกปรกออกจากระบบด้วยอย่างที่บอกไป เช่น ช่วยขจัดคราบเขม่าที่เกาะอยู่ที่ล็อกอัพคลัทช์หรือโซลินนอยด์ทำให้ชิ้นส่วนต่างๆ ทำงานได้แม่นยำ เกียร์จึงมีการทำงานที่ดีขึ้น
 

สรุป 

ถ้าหากระบบเกียร์หรือชิ้นส่วนใดภายในเกียร์มีปัญหา ต้องเข้ารับการซ่อมเพื่อแก้ปัญหาตามอาการที่พบนะครับ เมื่อไหร่ที่รถเกิดอาการเร่งไม่ขึ้น กระตุก กระชาก ออกตัวช้า เกียร์วืด เกียร์พัง นี่เลยครับ ปรึกษาได้ที่เราเยลโล่เซอร์วิส เราพร้อมให้บริการด้วยทีมช่างชำนาญการมาตรฐาน ISO พร้อมโปรโมชั่นราคาพิเศษ
 
 
 

รู้เรื่องรถ

Visitors: 32,816