วิธีการตรวจเช็คสภาพรถให้พร้อมใช้งาน

มาดูวิธีการตรวจเช็คสภาพรถให้พร้อมใช้งานกันครับ

ตรวจเช็คสภาพรถ คนที่มีรถไม่ควรมองข้ามข้อนี้ ต้องดูแลและหมั่นตรวจเช็คสภาพรถอยู่เสมอ เพื่อตรวจสอบดูว่ารถยนต์ของคุณมีส่วนไหนที่ชำรุดเสียหายต้องซ่อมแซมหรือเปล่า มีของเหลวอะไรที่จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายบ้าง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดค่อนข้างมาก  รถยนต์จะถูกใช้เป็นยานพาหนะหลักสำหรับการเดินทางมากขึ้นไม่ว่าเป็นการเดินทางในระยะสั้นหรือระยะทางไกลๆ

การตรวจเช็คสภาพรถจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะรถยนต์หากมีการใช้งานแล้วก็ย่อมมีวันเสื่อมสภาพเช่นกัน หากเราไม่ใส่ใจอาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุได้ ฉะนั้นยิ่งต้องได้รับการดูแลและบำรุงรักษาตลอดเวลา อะไหล่รถยนต์แต่ละชิ้นนั้น มีระยะเวลาการใช้งานที่แตกต่างกัน ทำให้ต้องหมั่นเช็ครถตามระยะอยู่บ่อยๆ เพราะในการเดินทางแต่ละครั้งรถควรอยู่ในสภาพสมบูรณ์เพื่อทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและที่สำคัญคือช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้                                                                      

การตรวจเช็คสภาพรถ

ถึงแม้ว่าคุณจะนำรถเข้าศูนย์ตรวจเช็คระยะ ตรวจเช็คสภาพรถยนต์อยู่สม่ำเสมอ แต่ถ้าหากคุณต้องเดินทางไกลถึงแม้ยังไม่ถึงเวลาเข้าศูนย์เพื่อตรวจเช็คสภาพรถยนต์ คุณก็สามารถทำการเช็คสภาพรถยนต์เบื้องต้นด้วยตัวเองได้ เพื่อตรวจเช็คสภาพรถยนต์ให้แน่ใจว่ารถของคุณพร้อมใช้งาน เพื่อความปลอดภัยก่อนออกเดินทางไกล ซึ่งคุณสามารถทำการตรวจเช็คเบื้องต้นด้วยตัวเองได้ง่ายๆ เพียงทำตามขั้นตอนการตรวจเช็คสภาพรถยนต์

วิธีตรวจเช็คสภาพรถเบื้องต้นด้วยตัวเอง

1. ตรวจเช็คระบบเบรก

ระบบเบรกเป็นสิ่งสำคัญในการขับรถ เพราะถ้าหากขับรถไปแล้วเกิดเบรกไม่ทัน เบรกค้าง เบรกไม่อยู่ ก็อาจไปชนคนข้างหน้าหรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น ก็ควรหมั่นตรวจเช็คระบบเบรกของเราว่ามีความผิดปกติอะไรหรือเปล่า ลองเหยียบเบรกแล้วฟังเสียง ว่ามีเสียงดังผิดปกติไปจากเดิมหรือไม่ ถ้ามีเสียงก็เป็นไปได้ว่าผ้าเบรกอาจจะหมดหรือสึกไป ทำให้เบรกจับได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ควรเปลี่ยนผ้าเบรก และเช็คน้ำมันเบรกว่ายังมีปริมาณเท่าเดิมหรือไม่

2. ตรวจเช็คแบตเตอรี่รถยนต์

แบตเตอรี่รถยนต์ก็มีอายุการใช้งาน ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปอาจมีอาการแบตเสื่อม อาจทำให้รถมีอาการรวนต่างๆ เช่น รถสตาร์ทไม่ติด การขับเคลื่อนทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ เป็นต้น ดังนั้นหากรถเกิดอาหารติดขัดอะไรบางอย่างต้องดูแล้วว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์หรือไม่ หรือถ้าใช้แบตเตอรี่แบบน้ำหรือกึ่งผสม ก็ควรเติมน้ำกลั่นให้อยู่ในปริมาณที่พอดี อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง

3. ตรวจเช็คระบบหล่อเย็น

ระบบหล่อเย็นในหม้อน้ำรถยนต์ก็เป็นสิ่งสำคัญ ต้องคอยเปิดฝาหม้อน้ำดูว่าน้ำยังอยู่เต็มหรือเปล่า และทางที่ดีควรใช้น้ำยาหล่อเย็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยลดอุณหภูมิภายในเครื่องยนต์ และควรเปลี่ยนน้ำยาหล่อเย็นตามกำหนด เปลี่ยนทุก 1-2 ปี หรือตามกำหนดทุก 40,000 กิโลเมตร 100,000 กิโลเมตร เป็นต้น ซึ่งก็แล้วแต่รุ่นรถที่ใช้งาน

4. ตรวจเช็คน้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่องเป็นส่วนหล่อลื่นเครื่องยนต์ให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นน้ำมันเครื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรตรวจเช็ค วิธีการเช็คง่ายๆ คือดึงก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องขึ้นมาดูความใสว่าน้ำมันเครื่องดำหรือยัง นำผ้าเช็ดก้านแล้ววัดอีกครั้ง แล้วดูปริมาณน้ำมันเครื่องว่าพร่องลงไปบ้างหรือเปล่า ถ้าลดลงไปหรือดำแล้วก็ควรเปลี่ยน หรือเปลี่ยนตามจำนวนระยะทางที่กำหนดไว้ เช่น 5,000 กม. 10,000 กม. เป็นต้น

5. ตรวจเช็คระบบสัญญาณไฟ

ระบบสัญญาณไฟ ควรเช็คให้ครบว่ามีหลอดไฟดวงไหนไฟขาด ไฟยังติดครบทุกดวง อาจเป็นไปได้ว่าหลอดขาด หรือระบบไฟขาด ฟิวส์ขาด จะได้ซ่อมหรือเปลี่ยนให้เรียบร้อย และตำแหน่งหลอดไฟอยู่สูงหรือต่ำเกินไปหรือไม่ ถ้ามีก็ควรขยับให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

6. ตรวจเช็คยางรถยนต์

ยางรถยนต์เป็นสิ่งที่จะต้องพาเราเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา คงไม่ดีแน่ถ้าหากยางรถยนต์เสื่อมสภาพ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ควรหมั่นตรวจเช็คว่าเนื้อยางแข็งไป หรือดอกจางสึกมากไปหรือไม่ ถ้าเป็นแบบนั้นควรต้องเปลี่ยนยางใหม่ หากยังใช้งานไม่มากก็สลับยางหลังมาหน้า และการเติมลมยางก็สำคัญ แข็งไปก็จะยึดเกาะถนนลำบาก อ่อนไปไม่ดี ส่วนจะเติมลมยางที่ระดับเลขอะไรนั้น ส่วนใหญ่จะมีอยู่ในคู่มือรถยนต์ และมีเขียนติดไว้ภายในรถ หากใครไปเปลี่ยนยางก็อย่าลืมเช็คน็อตล้อด้วยว่าขันแน่นดีแล้ว

7. ตรวจเช็คช่วงล่าง

แนะนำจุดสังเกตง่ายๆ ที่ตรวจเช็คก่อนเอารถเข้าศูนย์ ดังนี้ เช็คพวงมาลัยรถว่าอยู่ตรง หากแล่นไปโดยไม่ขยับพวงมาลัย รถไม่แล่นกินเลนซ้ายหรือเลนขวา ขับรถไปได้ยินเสียงกุกกักผิดปกติหรือไม่ ถ้าได้ยินเสียงอาจเป็นไปได้ว่าช่วงล่างมีปัญหา

วิธีการเลือกศูนย์ตรวจเช็คสภาพรถ

หลายๆคนที่ต้องการนำรถเข้าศูนย์ตรวจเช็คสภาพรถยนต์นั้น บางคนยังกังวลว่าจะต้องเลือกเข้าศูนย์เช็คสภาพรถที่ไหนดี มีศูนย์เช็คสภาพรถใกล้ฉันไหม เช็คสภาพรถที่ไหนแล้ววางใจได้ชัวร์ เพราะรถยนต์ถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาสูงและต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ดังนั้นก่อนที่คุณจะนำรถไปตรวจเช็คที่ศูนย์บริการแห่งไหนก็ตาม คุณควรพิจารณาปัจจัยต่างๆก่อน เพื่อที่คุณจะได้รู้สึกมั่นใจว่ารถของคุณจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีนั่นเองครับ

1. เลือกที่ตรวจเช็คสภาพรถที่มีบริการตรวจสภาพรถแบบครบวงจร

ปกติแล้วการที่คุณจะนำรถไปตรวจเช็คสภาพนั้น ในการตรวจหนึ่งครั้งจะต้องครอบคลุมการตรวจเช็คสภาพของรถทั้งคัน แต่ถ้าหากต้องการการตรวจที่ครบวงจร แนะนำเป็นศูนย์บริการของผู้ผลิตรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆ เพราะศูนย์บริการที่ใหญ่บางศูนย์ จะสามารถซ่อมได้ทั้งกระจกหน้า, ตัวถัง, ยาง, ช่วงล่าง, ระบบเครื่องยนต์, ระบบแอร์ หรือทุกระบบของรถยนต์ยี่ห้อนั้น ๆ แถมอะไหล่ที่เปลี่ยนยังเป็นของแท้จากผู้ผลิตรถยนต์ยี่ห้อนั้นอีกด้วย แต่การเข้าศูนย์บริการอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าร้านซ่อมทั่วไป เนื่องจากศูนย์บริการจะเน้นเปลี่ยนอะไหล่ที่มีปัญหาหรืออาจจะมีปัญหาเลยในขณะที่บางครั้งยังซ่อมได้อยู่ครับ

2. เลือกที่ตรวจเช็คสภาพรถที่มีผู้ชำนาญเป็นผู้ตรวจเช็ค

ในการตรวจเช็คสภาพรถนั้นจะมีขั้นตอนที่ละเอียดและซับซ้อน ดังนั้นผู้ที่ทำการตรวจเช็คสภาพรถให้คุณควรที่จะเป็นผู้ที่ความชำนาญเฉพาะด้าน ศูนย์บริการหลายๆ แห่งจะมีการอบรมบุคลากรเพื่อให้ทำการตรวจเช็คได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณเลือกใช้ศูนย์บริการขนาดใหญ่หรือเป็นศูนย์บริการเฉพาะของรถในแต่ะยี่ห้อคุณก็สามารถวางใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากคุณเลือกใช้บริการศูนย์บริการที่ไม่คุ้นเคย คุณควรตรวจสอบและประเมินให้ดีว่าผู้ที่มาทำการตรวจเช็ครถของคุณนั้นเหมาะกับการตรวจเช็ครายการไหนบ้าง เพื่อที่จะเป็นการสร้างความอุ่นใจให้กับตัวคุณเองครับ

3. เลือกที่ตรวจเช็คสภาพรถที่มีอะไหล่หรืออุปกรณ์เสริมที่เข้ากับรถของคุณได้

ในการตรวจเช็คสภาพรถแต่ละครั้งนั้น คุณไม่สามารถประเมินได้เองว่ารถของคุณอยู่ในสภาพไหนและจำเป็นต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนหรืออะไหล่เพิ่มเติมบ้าง ถ้าหากคุณจำเป็นต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนหรืออะไหล่ ศูนย์บริการแห่งนั้นควรมีของที่คุณต้องการไว้รองรับ ไม่ว่าจะเป็นยาง ผ้าเบรก โช๊ค น้ำมันเครื่อง แบตเตอรี่ หรืออื่น ๆ ก็ตาม ที่สำคัญของที่นำมาเปลี่ยนจะต้องเป็นของที่ได้มาตรฐานเท่านั้น

ดังนั้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนๆ การตรวจเช็คสภาพรถยนต์อยู่สม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ควรทำครับ รถยนต์ก่อนออกวิ่งทุกครั้งถ้ามีการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ก่อนออกเดินทาง โอกาสที่จะมีปัญหาก็น้อยลง เพราะถ้าหากเกิดมีปัญหาในขณะที่เรากำลังขับอยู่บนท้องถนน หรืออยู่ในชั่วโมงที่เร่งด่วนนี้เป็นปัญหาใหญ่เลยทีเดียวครับ อาจทำให้เราต้องเสียเวลาและเพื่อนร่วมทางอาจเสียเวลาไปด้วย เพราะฉะนั้นเราควรป้องกันไว้ก่อนนะครับ

Visitors: 32,816